SLider section

ข้าวเหนียวน้ำกะทิทุเรียน

ภาค กลาง

  • recipe image cover

ข้าวเหนียวน้ำกะทิทุเรียน

ความเป็นมา

ขนมน้ำกะทิเป็นของหวานพื้นบ้านของไทยที่นำกะทิมาผสมน้ำตาลมะพร้าวหรือน้ำตาลโตนดซึ่งมีกลิ่นหอม และรสไม่หวานแหลม น้ำกะทิกินกับลอดช่อง ข้าวเหนียวดำ ใส่น้ำแข็ง และใส่ผลไม้รสหวานหอมอย่างทุเรียนกินกับข้าวเหนียวมูนที่ให้รสหวานมันอร่อย

คุณค่าทางโภชนาการ

ทุเรียนเป็นผลไม้ที่ให้วิตามินซีสูงพอสมควร เนื้อทุเรียน 200 กรัมให้วิตามินซีเพียงพอต่อความต้องการของร่างกายใน 1 วัน มีสารซัลเฟอร์หรือกำมะถันตามธรรมชาติ ทุเรียน 100 กรัมให้พลังงานมากกว่าผลไม้ทั่วไปถึง 3 เท่า เมื่อกินกับข้าวเหนียวมูนที่มีกะทิเป็นส่วนผสมยิ่งให้พลังงานเพิ่มขึ้น จึงไม่ควรรับประทานมากเกินไป 

ส่วนผสม

ข้าวเหนียวมูน 200 กรัม
เนื้อทุเรียนสุก 150 กรัม
กะทิ 3 ถ้วย
น้ำตาลโตนดหรือน้ำตาลมะพร้าว 1 ½ ถ้วย
เกลือเล็กน้อย

วิธีทำ

ละลายน้ำตาลในน้ำกะทิจนหมด นำไปตั้งไฟให้ร้อนจัดแต่ไม่ให้เดือด กรองด้วยผ้าขาวบาง พักไว้ให้เย็น ใส่เนื้อทุเรียนลงไป พักไว้ประมาณ 3 ชั่วโมง นำมาตักราดหน้าข้าวเหนียวมูน

ภาค เหนือ

แกงกระด้าง

ความเป็นมา แกงกระด้าง หรือ แกงหมูกระด้าง นิยมใช้ขาหมูทำ เพราะเป็นส่วนที่ทำให้แกงข้น เกาะตัว หรือกระด้างง่าย  แกงกระด้างมี 2 สูตร คือแบบเชียงใหม่ และแบบเชียงราย สำหรับแกงกระด้างแบบเชียงรายจะใส่เครื่องแกงลงไปขณะต้มขาหมู  คุณค่าทางโภชนาการ ขาหมูมีโปรตีนที่จำเป็นต่อร่างกาย นอกจากนั้นส่วนผสมเครื่องปรุงต่างๆยังมีคุณค่าทางโภชนาการ เช่น หอมแดง ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ บำรุงหัวใจ ส่วนผสม ขาหมู (ไม่เอากระดูก) 1 กิโลกรัม หอมแดง 30 กรัม กระเทียม 20 กรัม พริกไทยป่น 1 ช้อนชา รากผักชี หั่นละเอียด 2 ช้อนชา เกลือ 1 ช้อนชา น้ำปลา 2 ช้อนโต๊ะ ผักชีหั่นฝอย 2 ช้อนโต๊ะ วิธีทำ ล้างเนื้อขาหมูให้สะอาด จากนั้นนำไปเคี่ยวด้วยไฟอ่อนจนสุกนุ่ม โขลกกระเทียม พริกไทย รากผักชีให้ละเอียดใส่ลงในหม้อต้มขาหมู ปรุงรสด้วยเกลือ น้ำปลา ชิมรส จากนั้นเทใส่ถาดนำไปแช่ตู้เย็นจนเซ็ทตัว ตัดเสิร์ฟโรยหน้าด้วยผักชีหั่นฝอย


เพิ่มเติม

ภาค อีสาน

ต้มโคล้งปลาดุกย่าง

ความเป็นมา ต้มโคล้งจะคล้ายกับต้มยำ แตกต่างกันที่ต้มโคล้งเพิ่มการใส่น้ำมะขามเปียก และใส่เนื้อปลาเป็นหลัก รวมถึงใส่ใบกะเพราเพื่อเพิ่มความหอม คุณค่าทางโภชนาการ ต้มโคล้งเป็นอาหารที่มีสรรพคุณหลากหลายจากสมุนไพร เช่น ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด และใบกะเพรา ที่ช่วยให้เจริญอาหาร ขับลม บำรุงร่างกาย และช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดีหอมแดงช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระบำรุงหัวใจผักชีฝรั่งช่วยบำรุงกระดูกและฟันให้แข็งแรง ส่วนผสม ปลาดุกย่าง หั่นชิ้น   600   กรัม พริกขี้หนูสับ   2   ช้อนโต๊ะ ตะไคร้หั่นท่อน   30   กรัม ข่าหั่นแว่น   10   กรัม มะเขือเทศสีดา   40   กรัม หอมแดง   20   กรัม ใบมะกรูดฉีด   3   กรัม ผักชีฝรั่งซอย   1   ช้อนโต๊ะ ใบกะเพรา   10   กรัม น้ำมะขามเปียก น้ำปลา วิธีทำ ตั้งหม้อใส่น้ำบนไฟกลาง ใส่หอมแดง ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด ต้มจนเดือด ใส่น้ำมะขามเปียกและน้ำปลา คนให้เข้ากัน ใส่ปลาดุกย่าง ต้มต่อให้เดือดใส่ใบมะกรูด ผักชีฝรั่ง และใบกะเพรา ต้มจนเดือดอีกครั้งตักใส่ชามเสิร์ฟ    


เพิ่มเติม

ภาค อีสาน

ลาบปลาดุก

ความเป็นมา ลาบปลาดุกถูกดัดแปลงเพื่อให้เกิดรสชาติและเพิ่มคุณค่าทางสารอาหารมากยิ่งขึ้น เพราะรสชาติและรสสัมผัสของปลาดุกย่างจะแตกต่างจากเนื้อสัตว์โดยทั่วไป เนื้อปลาจะนุ่มและซึมซับรสของเครื่องปรุงได้ดีกว่า จึงได้รสชาติที่จัดจ้านกว่าเนื้อปลาชนิดอื่น คุณค่าทางโภชนาการ เนื้อปลาดุกย่างมีสรรพคุณคือ มีโปรตีนสูง และไขมันต่ำ นอกจากนั้น ข่ายังช่วยในระบบย่อยอาหาร ส่วนหอมแดง ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ บำรุงหัวใจผักชีฝรั่งช่วยบำรุงกระดูกและฟันให้แข็งแรง ใบสะระแหน่ช่วยบำรุงสายตา คลายเครียด ต้นหอม ช่วยป้องกันอาการท้องผูกและลดคอเลสเตอรอลในกระแสเลือด  ส่วนผสม ปลาดุกหนัก 300 กรัม 1 ตัว ใบมะกรูดหั่นฝอย 2 ช้อนชา ข่าโขลกละเอียด 1 ช้อนโต๊ะ หอมแดงซอย 10 กรัม ต้นหอมซอย 1 ช้อนโต๊ะ ผักชีฝรั่งหั่นหยาบ 1 ช้อนโต๊ะ ใบสะระแหน่ 10 กรัม ข้าวคั่วป่น 2 ช้อนโต๊ะ พริกป่น 1 ช้อนโต๊ะ น้ำปลา 2 ช้อนโต๊ะ น้ำมะนาว 2 ช้อนโต๊ะ                                วิธีทำ ล้างปลาดุกให้สะอาด ขูดเมือกบนผิวออก นำไปย่างไฟพอสุก แกะเอาแต่เนื้อนำมาสับหยาบๆ จากนั้นเคล้าเนื้อปลาดุกกับข้าวคั่ว พริกป่น ข่าหั่นฝอย หอมแดงซอย และใบมะกรูดหั่นฝอยปรุงรสด้วยน้ำปลา น้ำมะนาว คลุกเคล้ากันให้ทั่ว โรยใบสะระแหน่ ต้นหอม ผักชีฝรั่ง ตักใส่จาน เสิร์ฟพร้อมผักเคียง  


เพิ่มเติม

close[x]
Questionnaire