SLider section

ขนมจีนซาวน้ำ

ภาค กลาง

  • recipe image cover

ขนมจีนซาวน้ำ

ความเป็นมา

ขนมจีน มาจากภาษามอญว่า “คะนอม” คำว่า จีน มีความหมายว่า สุก จึงสันนิษฐานว่าไทยรับการทำขนมจีนมาจากชาวมอญตั้งแต่โบราณ และเข้ามาในราชสำนักในสมัยรัชกาลที่ 4 ขนมจีนซาวน้ำนี้น่าจะเป็นจานที่คนภาคกลาง คิดสร้างสรรค์ขึ้นในฤดูร้อนที่ต้องการกินอะไรเย็นๆ รสหวาน ๆ เปรี้ยวๆ แก้ร้อน ขนมจีนซาวน้ำอาจเปรียบได้กับสลัดเย็นของฝรั่ง จัดเป็นอาหารสุขภาพของไทยได้อีกจานหนึ่ง

 

คุณค่าโภชนาการ

แม้ว่าขนมจีนทำมาจากแป้งข้าวเจ้า แต่มีส่วนของน้ำมาก ขนมจีน 1 จับ (ประมาณ 72 กรัม) ให้พลังงานเพียง 80 กิโลแคลอรี นอกจากนี้ยังมีสับปะรด กับน้ำมะนาวที่ให้วิตามินซี เมื่อกินแล้วจะรู้สึกสดชื่น มีขิงที่ช่วยขับลม กุ้งแห้งให้โปรตีน และกระเทียมที่ช่วยลดคอเรสเตอรอล จัดเป็นอาหารจานสมดุลที่ไม่ทำให้อ้วนและเหมาะกับคนที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก

 

ส่วนผสม

ขนมจีน                                     300 กรัม

สับปะรดเนื้อฉ่ำหั่นฝอย                1     ถ้วย

กุ้งแห้งตำ                                  ½    ถ้วย

ขิงอ่อนหั่นฝอย                          40   กรัม

กระเทียมซอยบาง                       2     ช้อนโต๊ะ

น้ำปลา                                     3     ช้อนโต๊ะ

น้ำตาลทราย                              3     ช้อนโต๊ะ

หัวกะทิ                                     ½    ถ้วย

เกลือเล็กน้อย

วิธีทำ

ผสมน้ำตาลทราย น้ำปลา ในหม้อนำขึ้นตั้งไฟอ่อน ใส่กระเทียมซอยบางลงไปตั้งให้เริ่มเดือด ยกลงพักไว้ให้เย็น จากนั้นเคี่ยวหัวกะทิกับเกลือให้งวดลงพักไว้ให้เย็น จัดขนมจีนลงในจาน ราดด้วยน้ำปรุงรส ใส่กุ้งแห้ง สับปะรด ขิงอ่อน ราดหน้าด้วยกะทิเล็กน้อย จัดเสิร์ฟ

ภาค เหนือ

ข้าวซอยไก่

  ความเป็นมา ข้าวซอยเป็นอาหารของชาวล้านนา ซึ่งมีที่มาจากอาหารของชาวมุสลิม จะใช้เนื้อไก่และเนื้อวัวเป็นวัตถุดิบหลัก มีรสชาติและกลิ่นของเครื่องแกงที่หอมหวนชวนรับประทานเป็นอย่างยิ่ง   คุณค่าทางโภชนาการ ข้าวซอยมีโปรตีนจากเนื้อสัตว์ และมีคุณค่าทางโภชนาการจากส่วนผสมต่างๆ เช่น ตะไคร้ช่วยแก้อาการเบื่ออาหาร  ข่าช่วยบำรุงร่างกาย ผงขมิ้นช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานให้กับร่างกาย และเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ผิวหนังมีสุขภาพดี ช่วยขับน้ำนมของแม่หลังคลอดบุตร พริกแห้งมีสารแคปไซซินช่วยให้ร่างกายกระชุ่มกระชวย   ส่วนผสม เส้นข้าวซอย             120    กรัม น่องไก่                     80      กรัม กะทิ                           3        ถ้วยตวง ผงขมิ้น                    1/2     ช้อนชา ส่วนผสมพริกแกง พริกแห้ง                   7        เม็ด ตะไคร้ซอย                1        ช้อนโต๊ะ กระเทียมไทย             5        กรัม หอมแดงไทย             20      กรัม ข่าสับ                          1        ช้อนชา กะปิ                             1        ช้อนชา ผิวมะกรูดสับ             1/2     ช้อนชา เครื่องเคียง พริกป่นผัดน้ำมัน หอมแดง ผักกาดดอง มะนาว ผักชี ต้นหอม   วิธีทำ ตำหรือปั่นส่วนผสมพริกแกงเข้าด้วยกันให้ละเอียด จากนั้นนำเอาไปผัดกับกะทิจนมีกลิ่นหอม ใส่ผงขมิ้น และเติมกะทิใส่ลงไปตั้งไฟรอจนเดือด ใส่น่องไก่ ต้มจนไก่สุก จากนั้นลวกเส้นข้าวซอยให้สุกนุ่มใส่ลงในจาน ราดด้วยน้ำแกงข้าวซอย เสิร์ฟพร้อมเครื่องเคียง    


เพิ่มเติม

ภาค ใต้

แกงปูใบชะพลู

ความเป็นมา แกงปูใบชะพลู หรือน้ำยาปู คล้ายกับน้ำยาของภาคกลางที่กินกับขนมจีน ทางใต้มีอาหารทะเลมากจึงใช้เนื้อปูมาทำ ถ้าเป็นจังหวัดภูเก็ตจะใช้ปูสับเป็นชิ้น แต่ในบางจังหวัดใส่เฉพาะเนื้อปู ส่วนพริกแกงมีรสเข้มข้นตามความนิยมของคนใต้และใส่ขมิ้น น้ำแกงจึงมีสีเหลืองสวย รสชาติเข้มข้น โดยทั่วไปจะกินกับขนมจีน แต่ที่ภูเก็ตจะกินกับเส้นหมี่ หรือเรียกว่า “หมี่หุ้น” ซึ่งน่าจะเป็นอิทธิพลของชาวจีนที่อาศัยอยู่มากในภูเก็ต   คุณค่าทางโภชนาการ เนื้อปูเป็นอาหารทะเลที่มีโพแทสเซียมและสังกะสีอยู่สูง โพแทสเซียมช่วยควบคุมความดันโลหิต และทำให้หัวใจเต้นปกติ ส่วนสังกะสีมีความจำเป็นต่อการเจริญเติบโตของร่างกาย ในเนื้อปูต้ม 100 กรัมมีโปรตีน 19.5 กรัม ส่วนใบชะพลูมีวิตามิน แคลเซียม และเบต้าแคโรทีนค่อนข้างสูง ซึ่งสามารถเปลี่ยนเป็นวิตามิน เอ ได้ดีเพราะมีไขมันจากกะทิมาช่วยดูดซึม   ส่วนผสม ปูทะเลนึ่งหรือเนื้อปูนึ่งสุก       1     ถ้วย น้ำพริกแกง                   2     ช้อนโต๊ะ กะทิ                      1 1/2      ถ้วย น้ำตาลปี๊บ                    1     ช้อนโต๊ะ น้ำปลา                        2     ช้อนโต๊ะ ใบมะกรูด                     2     ใบ ใบชะพลูซอย                80   กรัม ขนมจีนหรือเส้นหมี่        100 กรัม ส่วนผสมน้ำพริกแกง  พริกชี้ฟ้าแห้ง 7 เม็ด พริกขี้หนูแห้ง 5 เม็ด (ตามชอบ) พริกขี้หนูสด 5-10 เม็ด พริกไทยขาว 1 ช้อนโต๊ะ ข่าหั่นแว่น 1 ช้อนโต๊ะ ตะไคร้หั่นแว่น 2 ช้อนโต๊ะ ผิวมะกรูด 1 ช้อนชา ขมิ้นหั่นแว่น 1 ช้อนโต๊ะ หอมแดง 2 ช้อนโต๊ะ กระเทียม 1 ช้อนโต๊ะ กะปิ 1 ช้อนโต๊ะ เกลือทะเล 1 ช้อนชา ตำทุกอย่างให้เข้ากันและละเอียด


เพิ่มเติม

ภาค กลาง

พะแนงเนื้อ

ความเป็นมา พะแนงเป็นแกงกะทิน้ำขลุกขลิกที่ต้องมีรสหวานนำ ตามด้วยรสเค็ม และมักจะไม่เผ็ดมาก หอมกลิ่นใบมะกรูด แม้ว่าน้ำพริกแกงจะคล้ายกับน้ำพริกแกงเผ็ดแต่น้ำแกงจะข้นกว่า เพราะใส่ถั่วลิสงเพิ่ม มีส่วนคล้ายกับแกงเนื้อของอินโดนีเซียที่มีชื่อเสียง คือ “เรนดัง” แต่หั่นเนื้อชิ้นใหญ่ สันนิษฐานว่า แกงพะแนงได้รับอิทธิพลมาจากจากชวาครั้งสมเด็จพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสชวา ต้นห้องได้นำมาดัดแปลงและหั่นเนื้อให้เป็นชิ้นเล็กพอดีคำ   คุณค่าทางโภชนาการ จานนี้ให้โปรตีนและไขมันสูงมากทั้งจากเนื้อวัวและกะทิ  และมีสมุนไพรสดจากเครื่องพริกแกงที่มีสรรพคุณช่วยย่อย แก้ท้องอืด หอมแดง กระเทียมในน้ำพริกแกงช่วยลดคอเลสเตอรอล และพะแนงยังเป็นกับข้าวรสจัดจึงมักกินกับข้าว ทำให้ปริมาณเหมาะสมไปโดยปริยาย   ส่วนผสม กะทิ                                         2     ถ้วย เนื้อหั่นบาง                                300 กรัม น้ำพริกแกงแดง                          ½    ถ้วย ถั่วลิสงคั่ว                                  2     ช้อนโต๊ะ น้ำปลา                                     2     ช้อนโต๊ะ น้ำตาลปี๊บ                                 1     ช้อนโต๊ะ ใบมะกรูด                                  5     กรัม วิธีทำ ปั่นน้ำพริกแกงแดงกับถั่วลิสงคั่วให้ละเอียด จากนั้นนำไปผัดกับกะทิให้มีกลิ่นหอม ใส่เนื้อลงไปผัดให้พอสุก เติมกะทิที่เหลือ ปรุงรสด้วยน้ำปลา และน้ำตาลปี๊บ ใส่ใบมะกรูดฉีก คนให้เข้ากันและน้ำแกงงวดลงเล็กน้อยตักเสิร์ฟ โรยใบมะกรูดซอยตกแต่ง และราดกะทิข้นเล็กน้อยให้สวยงาม


เพิ่มเติม

close[x]
Questionnaire