SLider section

ข้าวหมูแดง

ภาค กลาง

  • recipe image cover
  • recipe image cover

ข้าวหมูแดง

ความเป็นมา

หมูแดงเป็นอาหารที่ไทยรับมาจากจีนซึ่งเป็นอาหารประเภทย่างหรือบาร์บีคิวชนิดหนึ่ง โดยทั่วไปคนจีนจะนิยมกินกับข้าว แต่การกินเป็นอาหารจานเดียวโดยหั่นหมูแดง หมูกรอบ กุนเชียง ไข่ต้ม วางบนหน้าข้าวและราดด้วยน้ำหมูแดงกินกับต้นหอม น่าจะเป็นการพัฒนารูปแบบการกินตามลักษณะของคนไทยในภายหลัง

 

คุณค่าทางโภชนา

หมูเป็นเนื้อสัตว์ที่ให้โปรตีนสูง เนื้อหมู 100 กรัม มีโปรตีน 13.9 กรัม ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อและกระดูก ทำให้ร่างกายเจริญเติบโต ช่วยสร้างเม็ดเลือดแดงที่นำสารอาหารไปสู่ส่วนต่างๆ ของร่างกาย ในทางการแพทย์จีนเชื่อว่าโปรตีนและไขมันจากหมูจะช่วยให้ร่างกายอบอุ่น

 

ส่วนผสม

หมูสันใน                                   500 กรัม

รากผักชีบุบ                               50   กรัม

กระเทียมบุบ                              30   กรัม

ผงพะโล้                                    1     ช้อนโต๊ะ

น้ำตาลทราย                             2     ช้อนโต๊ะ

ซีอิ๊วขาว                                    2     ช้อนโต๊ะ

ซีอิ๊วดำ                                      1     ช้อนชา

พริกไทยป่น                              1     ช้อนชา

สีผสมอาหารสีแดง                   1     ช้อนโต๊ะ

 

ส่วนผสมน้ำราดหมูแดง น้ำซุปกระดูกหมู 1 ½ ถ้วย ซีอิ๊วขาว 4 ช้อนโต๊ะ น้ำตาลทรายแดง 4 ช้อนโต๊ะ น้ำที่เหลือจากการหมักหมู น้ำที่ได้จากการย่างหมู งาคั่วบุบ 4 ช้อนโต๊ะ แป้งมันสำปะหลัง  3 ช้อนโต๊ะ (ผสมน้ำเล็กน้อย)

 

วิธีทำ

หมักหมูด้วยส่วนผสมทั้งหมดพักไว้ประมาณ 1 – 2 ชั่วโมง จากนั้นนำไปย่างด้วยไฟอ่อนจนสุก หรือสามารถใช้วิธีอบด้วยถังหรือเตาอบก็ได้ หมั่นทาหมูในระหว่างย่างด้วยน้ำหมักหมูจะทำให้หมูยังคงมีความชุ่มชื้น น้ำหมักหมูสามารถนำไปเป็นส่วนผสมในการทำน้ำราดหมูแดงได้ต่ออีกด้วย

ภาค เหนือ

น้ำพริกจิ๊นหมู

    ความเป็นมา น้ำพริกจิ๊นหมูคือการใช้หมูสับโขลกรวมกับพริก หอมแดงและกระเทียม จะได้น้ำพริกผสมเนื้อสัตว์ที่ทานได้ง่ายและถูกปาก สามารถทำรับประทานเองได้ไม่ยาก   คุณค่าทางโภชนาการ เนื้อหมูมีโปรตีนมีส่วนช่วยในการเจริญเติบโตของร่างกาย หอมแดง ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ บำรุงหัวใจกระเทียมช่วยเสริมสร้างการเจริญเติบโตของเนื้อเยื่อในร่างกายช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็ง และช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานให้กับร่างกาย   ส่วนผสม เนื้อหมูบด                  100    กรัม พริกชี้ฟ้าย่างไฟ         20      กรัม หอมแดงย่างไฟ          30      กรัม กระเทียมย่างไฟ         10      กรัม เกลือ                           ½       ช้อนชา   วิธีทำ นำหมูสับไปต้มพอสุก ตักขึ้นพักไว้ โขลกพริก หอมแดง กระเทียม รวมกันให้ละเอียด ใส่หมูสับ โขลกให้เข้ากัน จัดใส่ภาชนะทานคู่กับผักสด      


เพิ่มเติม

ภาค กลาง

ต้มส้มปลากระบอก

ความเป็นมา ต้มส้มเป็นแกงน้ำใสที่มีรสเปรี้ยวจากน้ำมะขามเปียก ซึ่งจะให้รสเปรี้ยวอมหวานกลมกล่อม กลิ่นหอม และเสริมรสด้วยน้ำตาลปี๊บ ซึ่งว่ากันว่ารสเปรี้ยวๆ หวานๆ นี้เป็นรสชาติที่คนภาคกลางนิยม ไม่จัดจ้านแต่ให้ความสดชื่น เหมาะสำหรับทุกเพศทุกวัย   คุณค่าทางโภชนาการ แกงน้ำใสที่ไม่มีไขมันแต่ได้โปรตีนจากเนื้อปลา รสเปรี้ยวหวานสดชื่นจากน้ำมะขามเปียกที่มีวิตามินซี มีฤทธิ์เป็นยาระบาย และลดความร้อนในร่างกาย พริกไทยช่วยขับเหงื่อ หายใจได้โล่งโปร่งสบาย หอมแดงมีรสหวาน ช่วยแก้หวัดคัดจมูก หายใจสะดวกขึ้น   ส่วนผสมเครื่องต้มส้ม พริกไทยเม็ด                              1     ช้อนโต๊ะ หอมแดงหั่น                               ¼    ถ้วย รากผักชี                                      20   กรัม กะปิ                                                ½    ช้อนชา ส่วนผสมต้มส้ม ปลากระบอก                              300 กรัม ขิงซอย                                        50   กรัม ต้นหอมหั่นเป็นท่อน และผักชี น้ำมะขามเปียก                           ½    ถ้วย น้ำปลา                                         2     ช้อนโต๊ะ น้ำตาลปี๊บ                                   2     ช้อนโต๊ะ วิธีทำ ตำเครื่องต้มส้มให้ละเอียด นำลงไปละลายกับน้ำซุปแล้วตั้งไฟจนเดือด ใส่ปลาลงต้มให้สุก จากนั้นปรุงรสด้วยน้ำปลา น้ำตาลปี๊บ และน้ำมะขามเปียก ใส่ขิงซอย ตั้งให้เดือดอีกครั้ง ชิมรส ก่อนเสิร์ฟใส่ต้นหอมท่อน และตกแต่งด้วยผักชี


เพิ่มเติม

ภาค กลาง

แกงมัสมั่นไก่

ความเป็นมา พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 ได้ทรงพระราชนิพนธ์ไว้ในกาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวานความว่า “มัสมั่นแกงแก้วตา หอมยี่หร่ารสร้อนแรง” จึงทราบได้ว่า แกงมัสมั่นได้รับอิทธิพลมาจากอินเดีย เพราะมีส่วนผสมเครื่องเทศที่ขาดไม่ได้อย่าง ลูกผักชี ยี่หร่า ลูกจัน ดอกจันทน์ เม็ดกระวาน กานพลู ซึ่งให้กลิ่นรสที่ร้อนแรง ในตำรับอินเดียจะใช้เฉพาะเครื่องเทศแห้งและไม่ใส่กะทิ แต่ตำรับของไทยมีการใช้สมุนไพรสดในพริกแกง และมีการปรุงรสให้ออกเค็ม หวาน มัน และถูกจัดให้เป็นอาหารอร่อยอันดับ 1 ของโลก โดยเว็บไซต์ ซีเอ็น เอ็น โก เมื่อไม่นานมานี้ คุณค่าทางโภชนาการ แกงมัสมั่นแม้จะเป็นแกงกะทิและมีเนื้อสัตว์มาก แต่เมื่อรับประทานแล้วก็ไม่ได้ทำให้แน่นหรืออิ่มท้องเกินไป เพราะมีเครื่องเทศที่นอกจากช่วยดับกลิ่นคาวของเนื้อสัตว์และทำให้มีกลิ่นหอมชวนกินแล้ว ยังมีสรรพคุณช่วยลดอาการท้องอืดและช่วยย่อย เช่น อบเชย แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ คลื่นไส้ ยี่หร่าช่วยขับลม ขับเสมหะ กานพลูแก้อาการปวดท้อง จุกเสียด  พริกไทยช่วยย่อยอาหาร สบายท้อง ลูกจันทน์ช่วยแก้ไข้ บำรุงตับ ปอด ลดไขมันในเลือด ลูกกระวานแก้อาการท้องอืด อาหารไม่ย่อย และด้วยรสชาติที่กลมกล่อมยังทำให้ทานง่าย สบายท้องอีกด้วย ส่วนผสม กะทิ                                         5     ถ้วย ไก่สับชิ้นใหญ่                            500 กรัม มันฝรั่งหัวเล็ก                             400 กรัม หอมหัวใหญ่หัวเล็ก                     500 กรัม ลูกกระวาน                                10   เม็ด อบเชยยาว 2 นิ้ว                         1     แท่ง ถั่วลิสงคั่ว                                  ¾    ถ้วย น้ำปลา                                     4     ช้อนโต๊ะ น้ำตาลปี๊บ                                 3     ช้อนโต๊ะ น้ำมะขามเปียก                           4     ช้อนโต๊ะ ส่วนผสมเครื่องน้ำพริก พริกแห้งกรีดเม็ดออกแช่น้ำจนนุ่ม 11 เม็ด หอมแดง ½ ถ้วย กระเทียม ½ ถ้วย รากผักชีหั่นฝอย 1 ช้อนโต๊ะ ตะไคร้ซอยบาง ¼ ถ้วย กะปิ 1 ช้อนชา พริกไทยเม็ด 1 ช้อนโต๊ะ ลูกจันทน์ ดอกจัน กานพลู เม็ดกระวานอย่างละ ½ ช้อนชา ลูกผักชี 2 ช้อนโต๊ะ ยี่หร่า 1 ช้อนโต๊ะ วิธีทำ นำเครื่องแกงมัสมั่นไปผัดกับกะทิให้หอม ใส่เนื้อไก่ลงไปผัดให้พอสุก จากนั้นเติมกะทิ ใส่อบเชย ลูกกระวาน ต้มเคี่ยวจนเดือดและกะทิเริ่มแตกมัน ใส่มันฝรั่ง หอมใหญ่ ถั่วลิสง ปรุงรสด้วยน้ำปลา น้ำตาลปี๊บ และน้ำมะขามเปียก ตั้งเคี่ยวต่อให้งวดลงเล็กน้อย และมันฝรั่งสุกดี ตักเสิร์ฟ


เพิ่มเติม

close[x]
Questionnaire