SLider section

ต้มส้มปลากระบอก

ภาค กลาง

  • recipe image cover

ต้มส้มปลากระบอก

ความเป็นมา

ต้มส้มเป็นแกงน้ำใสที่มีรสเปรี้ยวจากน้ำมะขามเปียก ซึ่งจะให้รสเปรี้ยวอมหวานกลมกล่อม กลิ่นหอม และเสริมรสด้วยน้ำตาลปี๊บ ซึ่งว่ากันว่ารสเปรี้ยวๆ หวานๆ นี้เป็นรสชาติที่คนภาคกลางนิยม ไม่จัดจ้านแต่ให้ความสดชื่น เหมาะสำหรับทุกเพศทุกวัย

 

คุณค่าทางโภชนาการ

แกงน้ำใสที่ไม่มีไขมันแต่ได้โปรตีนจากเนื้อปลา รสเปรี้ยวหวานสดชื่นจากน้ำมะขามเปียกที่มีวิตามินซี มีฤทธิ์เป็นยาระบาย และลดความร้อนในร่างกาย พริกไทยช่วยขับเหงื่อ หายใจได้โล่งโปร่งสบาย หอมแดงมีรสหวาน ช่วยแก้หวัดคัดจมูก หายใจสะดวกขึ้น

 

ส่วนผสมเครื่องต้มส้ม

พริกไทยเม็ด                              1     ช้อนโต๊ะ

หอมแดงหั่น                               ¼    ถ้วย

รากผักชี                                      20   กรัม

กะปิ                                                ½    ช้อนชา

ส่วนผสมต้มส้ม

ปลากระบอก                              300 กรัม

ขิงซอย                                        50   กรัม

ต้นหอมหั่นเป็นท่อน และผักชี

น้ำมะขามเปียก                           ½    ถ้วย

น้ำปลา                                         2     ช้อนโต๊ะ

น้ำตาลปี๊บ                                   2     ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ

ตำเครื่องต้มส้มให้ละเอียด นำลงไปละลายกับน้ำซุปแล้วตั้งไฟจนเดือด ใส่ปลาลงต้มให้สุก จากนั้นปรุงรสด้วยน้ำปลา น้ำตาลปี๊บ และน้ำมะขามเปียก ใส่ขิงซอย ตั้งให้เดือดอีกครั้ง ชิมรส ก่อนเสิร์ฟใส่ต้นหอมท่อน และตกแต่งด้วยผักชี

ภาค อีสาน

หม่ำ

  ความเป็นมา หม่ำ คือการถนอมอาหาร เหมือนกับไส้กรอกอีสานแต่หม่ำจะใส่เครื่องในสัตว์ เช่นตับและม้าม ทำให้มีสีเข้มกว่า หม่ำอร่อยๆหารับประทานได้ทั่วไปแต่ที่นิยมกันมากอยู่ที่จังหวัดขอนแก่น เพราะมีวางขายให้เลือกมากมาย   คุณค่าทางโภชนาการ ในหม่ำมีกระเทียมช่วยเสริมสร้างการเจริญเติบโตของเนื้อเยื่อในร่างกายมีเนื้อสัตว์ช่วยให้ซ่อมแซมร่างกายส่วนที่สึกหรอ มีธาตุเหล็กช่วยในการสร้างเม็ดเลือดแดง   ส่วนผสม เนื้อหมู                                    2        กิโลกรัม เครื่องในหมู (ตับและม้าม)      2        กิโลกรัม ไส้หมูสด                                   1        กิโลกรัม เกลือป่น                                    200    กรัม กระเทียม                                   300    กรัม ข้าวคั่ว                                         300    กรัม   วิธีทำ นำเนื้อหมูและเครื่องในที่เตรียมไว้มาบดให้ละเอียดผสมด้วยข้าวคั่ว เกลือ กระเทียม จากนั้นนำไปใส่ในไส้หมู นำเชือกมามัดให้เป็นข้อๆผึ่งลงไว้ 4-5 วันปรุงให้สุกก่อนรับประทาน      


เพิ่มเติม

ภาค กลาง

แกงหมูใบชะมวง

ความเป็นมา แกงน้ำขลุกขลิกที่ไม่ใส่กะทิแต่ต้องใช้เนื้อหมูติดมันอย่างหมู 3 ชั้นจึงจะอร่อย การกินเนื้อหมูเป็นวัฒนธรรมของจีนที่ไทยได้รับมาตั้งแต่อดีตเมื่อชาวจีนอพยพเข้ามา และมีการผสมผสานใช้ผักพื้นบ้านไทยโดยเฉพาะใบชะมวงมาปรุงเพื่อให้มีรสเปรี้ยว เป็นอาหารที่มีชื่อเสียงของจังหวัดจันทบุรี คุณค่าทางโภชนาการ ใบชะมวงมีสรรพคุณที่สำคัญคือ ให้รสเปรี้ยว มีสารอาหาร เช่น เบต้าแคโรทีน วิตามินบี 1 และแร่ธาตุอีกมากมายรวมถึงแคลเซียม เหล็ก และฟอสฟอรัส เมื่อกินพร้อมเนื้อสัตว์ที่นำมาปรุงร่วมกันร่างกายจะสามารถนำสารอาหารเหล่านี้ไปใช้ได้อย่างเต็มที่ นอกจากนี้ ใบ ยอดอ่อน และผลของชะมวงยังจัดเป็นยาโบราณที่ช่วยระบายท้อง แก้ไข้ ฟอกเสมหะ ไอ กระหายน้ำ แก้ธาตุพิการ อีกด้วย ส่วนผสมเครื่องแกง พริกไทยเม็ด                              1     ช้อนโต๊ะ ข่าหั่นบาง                                 15   กรัม หอมแดง                                   2     ช้อนโต๊ะ กระเทียม                                   2     ช้อนโต๊ะ รากผักชีหั่น                               2     ช้อนชา พริกชี้ฟ้าแห้งกรีดเม็ดออก            15   กรัม กะปิเผา                                     1     ช้อนชา ส่วนผสมแกงหมูชะมวง หมูสามชั้นเนื้อมากติดมันน้อย       500 กรัม หรือเนื้อหมูส่วนติดมัน หั่นเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมใหญ่ ใบชะมวงใบไม่แก่ไม่อ่อนเกินไป    80   กรัม น้ำมัน                                       1     ช้อนโต๊ะ น้ำสะอาด                                  4     ถ้วย น้ำปลา                                     3     ช้อนโต๊ะ น้ำตาลปี๊บ                                 3     ช้อนโต๊ะ วิธีทำ หั่นใบชะมวงเป็นครึ่งส่วนพักไว้ ปั่นหรือตำเครื่องแกงให้ละเอียด นำเครื่องแกงไปผัดกับน้ำมัน และเนื้อหมู เติมน้ำสะอาดต้มจนเดือด ปรุงรสด้วยน้ำปลาและน้ำตาลปี๊บ ใส่ใบชะมวงลงไปคนให้เข้ากัน ต้มต่อไปจนน้ำงวดลง และใบชะมวงอ่อนนุ่ม ตักขึ้นเสิร์ฟ


เพิ่มเติม

ภาค เหนือ

น้ำพริกแคบหมู

    ความเป็นมา น้ำพริกแคบหมู เป็นน้ำพริกที่มีลักษณะค่อนข้างแห้งและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เพราะใช้แคบหมู และพริกหนุ่ม ซึ่งนิยมทานกันมากในภาคเหนือเป็นส่วนผสม   คุณค่าทางโภชนาการ พริกหนุ่มมีสาร แคปไซซิน เป็นตัวช่วยทำให้น้ำตาลในเลือดลดลง จึงช่วยในการบำบัดโรคเบาหวานได้ ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์   ส่วนผสม แคบหมู                      50      กรัม พริกหนุ่ม ย่างไฟ        200    กรัม กระเทียม                   15      กรัม เกลือ                         ½       ช้อนชา   วิธีทำ โขลก เกลือ กระเทียม และพริกหนุ่ม รวมกันให้ละเอียดใส่แคบหมู ลงโขลกรวมกันตักใส่ภาชนะทานคู่ผักสด      


เพิ่มเติม

close[x]
Questionnaire